Shares
  • 2K
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    2K
    Shares

สวัสดีครับ วันนี้เราจะมารีวิว เที่ยวหนองคาย เเนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ,ที่พัก ,การเดินทางท่องเที่ยว จ.หนองคาย และประเทศลาวแบบ One Day Trip กับสถานที่ที่เพจเราได้ไปเที่ยวมา 3วัน2คืน เดินทางโดยรถไฟเเละกลับด้วยเครื่องบินกับงบเพียง 4,490 บาท #โดยเดินทางเที่ยวในสไตล์บ้านๆ #เที่ยวครบใช้งบน้อย

-เดินทางโดยรถไฟ กรุงเทพ-หนองคาย

Day 1

-น้ำตกธารทอง

-ถ้ำดินเพียง

-วัดป่าภูก้อน

Day 2

-วัดผาตากเสื้อ

-พระธาตุกลางน้ำ

-ศาลาเเก้วกู่

-บียอนคาเฟ่

-ตลาดท่าเสด็จ

Day 3

-ข้ามไปประเทศลาว พระธาตุหลวง

-ข้ามไปประเทศลาว ประตูไซ

-ข้ามไปประเทศลาว วัดศรีสะเกศ

-ข้ามไปประเทศลาว หอพระเเก้ว

-หนองประจกษ์ เป็นเหลือง จ.อุดร

-นั่งเครื่องบินกลับ กรุงเทพ


โดยการเดินทางไป เที่ยวหนองคาย นั้นมีหลายทางเลือกไม่ว่าจะเป็น รถส่วนตัว รถทัวร์ เครื่องบิน เเละรถไฟ แต่รอบนี้เราจะแนะนำเดินทางโดยรถไฟกันครับ โดยรถไฟไปอุบลจะมีวิ่งไป-กลับวันละ 8 ขบวน โดยจะแบ่งเป็น รถเร็ว,รถด่วน,รถด่วนพิเศษ มีเวลาเดินทางจากกรุงเทพตามนี้เลย

➡️08.20น. ออกกรุงเทพ 17.45น.ถึงหนองคาย
🚩รถด่วน(ดีเซลราง) ขบวนที่ 75 เป็นรถนั่งชั้น3 เเละรถนั่งชั้น2ปรับอากาศเบาะปรับเอนได้ เน้นจอดเฉพาะสถานีอำเภอใหญ่ๆเเละสถานีจังหวัดเท่านั้น (วิ่ง 9ชั่วโมง25นาที )
☑️เหมาะสำหรับเน้นการเดินทางใช้เวลาไม่นานเเละเห็นวิวตลอดเส้นทาง
_____________________________________
➡️18.35น. ออกกรุงเทพ 04.15น.ถึงหนองคาย
🚩รถด่วน(ดีเซลราง) ขบวนที่ 77 เป็นรถนั่งชั้น3 เเละรถนั่งชั้น2ปรับอากาศเบาะปรับเอนได้ เน้นจอดเฉพาะสถานีอำเภอใหญ่ๆและสถานีจังหวัดเท่านั้น (วิ่ง 9ชั่วโมง40นาที )
☑️เหมาะสำหรับเน้นการเดินทางใช้เวลาไม่นาน
_____________________________________
➡️20.00น.ออกกรุงเทพ 06.45น.ถึงหนองคาย
🚩รถด่วนพิเศษอีสานมรรคา(CNR)ขบวนที่ 25 เป็นรถนั่งและนอนแอร์ชั้น2 -รถนอนแอร์ชั้น1เท่านั่น ในชุดรถจะมีตู้สำหรับสตรี,ตู้สำหรับคนพิการ,ตู้เสบียงปรับอากาศ เน้นจอดเฉพาะสถานีสำคัญๆ เท่านั้น (ใช้เวลา10ชั่วโมง45นาที)
☑️เหมาะสำหรับการเดินทางที่เน้นความหรูหราสะดวกสบาย
_____________________________________
➡️20.45น.ออกกรุงเทพ 08.35น. ถึงหนองคาย
🚩รถเร็วขบวนที่ 1.. เป็นรถนั่งพัดลมชั้น3 – รถนั่งพัดลมชั้น2(เบาะปรับเอน) เน้นจอดเกือบทุกสถานี (ใช้เวลา11ชั่วโมง 50 นาที)
☑️เหมาะสำหรับเน้นการเดินทางซึบซับบรรยากาศที่ไม่เร่งรีบเเละประหยัด
_____________________________________

▶️ปัจจุบันสามารถสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้90วัน
สอบถามเพิ่มเติมที่เบอร์ 1690

➡️ #หัวลำโพง ที่นี่อาจจะเป็นจุดหมายปลายทางของใครหลายๆคน เเต่ที่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆ คนเช่นกัน เราชอบเริ่มต้นเดินทางที่สถานีรถไฟหัวลำโพงเป็นส่วนใหญ่ เพราะหัวลำโพงมีห้องรับรองผู้โดยสารขนาดใหญ่ติดเเอร์เย็นฉ่ำชื่นใจ มีร้านหนังสือ มีศูนย์อาหารให้กินฆ่าเวลาระหว่างรอรถไฟเข้าเทียบชานชลา ใกล้ๆก็ยังมีเซเว่นอีกด้วยนะ

เอาละเข้าเรื่องกันดีกว่า ทริปนี้เราเดินทางกันด้วย รถด่วนพิเศษอีสานมรรคา(CNR) ขบวนที่ 25 ต้นทาง กรุงเทพ ปลายทางหนองคาย รอบ20.00น.

รถไฟที่เราใช้เดินทางเป็นรถไฟขบวนใหม่ล่าสุดของไทยกันก่อนนะครับ บนรถไฟจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเพราะเป็นชุดรถใหม่ CNR ไม่ว่าจะเป็น ปลักไฟ,ไฟอ่านหนังสือที่ปรับได้3ระดับ,จอมอนิเตอร์เเสดงผลการเดินทางของขบวนรถว่าขบวนรถถึงสถานีไหน เสียเวลาไหม ,ห้องน้ำมีคนเข้าไหม,ภูมิอากาศนอกขบวนรถเท่าไหร่ ในขบวนรถเท่าไหร่ พอถึงเวลา 21.00น.พนักงานประจำรถเริ่มปรับจากเบาะนั่งเป็นเตียงนอน อ่อ !! อยากบอกว่าแอร์เย็นมากเลยนะ เเต่ผ้าห่มก็เอาอยู่ ^^

หลับๆตื่นๆ ดูวิวมาเรื่อยๆ ถึงเวลา 06.45น. ขบวนรถไฟก็เข้าสู่สถานีหนองคายตามเวลาเป๊ะ โอ๊วววว รถไฟไทยยอดเยี่ยมมาก มาถึงก็ต้องถ่ายรูปเป็นที่ระทึก เอ้ย ระลึกกันสักหน่อย

โดยทริปนี้เราเหมารถตู้เที่ยวตลอดทริป 3วัน 2คืน รถตู้ที่เราติดต่อไว้มารอรับเราที่สถานีรถไฟหนองคาย ใครที่มาเที่ยวหนองคายเเละอยากได้รถตู้นำเที่ยวเพจเราขอเเนะนำเลย ติดต่อที่เบอร์ 0811038145 คุณยุ่ง ขับรถดีมากเป็นคนพื้นที่ชำนานเส้นทางเเนะนำสถานที่เที่ยวได้

จุดเเวะจุดเเรกของทริปนี้คือ น้ำตกธารทอง โดยน้ำตกเเห่งนี้นับว่าเป็นเเหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของหนองคายเลยก็ว่าได้ เพราะน้ำตกเเห่งนี้มีความสวยงามเป็นอย่างมากเลยทีเดียว โดยตั้งอยู่ที่หมู่บ้านผาตั้ง ในตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม ซึ่งห่างจากตัวเมืองหนองคายไปไม่นานนัก เเละเป็นน้ำตกที่ยอดนิยมของชาวหนองคายเเละบรรดานักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวหนองคายอย่างมากเลยทีเดียวสำหรับ น้ำตกธารทอง นั้นเกินจากต้นน้ำที่จะเเทรกตัวไหลผ่านลานหินหลายชั้น ซึ่งจะมีระยะลดลั่นกันไปด้วยความสูงกว่า 30 เมตร ทำให้ตัวน้ำตกนั้นมีความสวยงามเเละมีลานสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้เล่นนำกันอย่างมากมายอีกด้วย ซึ่งปลายทางของสายน้ำเเห่งนี้จะไหลลงสู่เเม่น้ำโขง นับว่าเป็นเเหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติไฮไลท์ของจังหวัดหนองคายเลยก็ว่าได้

 

จุดเเวะจุดที่2 ของทริปคือ ถ้ำศรีมงคล(ถ้ำดินเพียง)ต.ผาตั้ง อ.สังคม จ.หนองคาย ไฮไลท์ของที่นี่คือ ถ้ำ ใช่เเล้ว เป็นถ้ำที่นักท่องเที่ยวมักจะมาผจญภัยในดินแดนมหัศจรรย์ใต้พื้นดินเมืองบาดาล เป็นที่ๆหลายๆคนอยากมาพิสูจน์ด้วยตาตัวเองสักครั้งหนึ่ง

การที่นักท่องเที่ยวจะเข้าไปในถ้ำนั้น ทางวัดมีกฎข้อห้ามตามที่ทางวัดกำหนดไว้ โดยจะต้องมีมัคคุเทศก์คอยแนะนำตลอดการเดินทาง ภายในถ้ำจะประดับไฟสวยงาม ในถ้ำจะมีทางเดินที่สามารถทะลุหากันได้มีขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง บางช่วงเดิน บางช่วงต้องคลานลอดเข้าไป ภายในเต็มไปด้วยความสวยงามของโขดหิน ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่สร้างไว้อย่างน่าทึ่ง โดยชาวบ้านเชื่อว่าถ้ำแห่งนี้เคยเป็นสายทางที่พญานาคใช้เดินทางไปสู่เมืองบาดาล เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 15.30 น.

จุดเเวะที่3สำหรับทริปนี้คือ วัดป่าภูก้อน ซึ่งเป็นวัดที่เราอยากมามากเพราะว่าวัดนี้อยู่บนยอดเขาเเละที่สำคัญวิวที่นี่สวยงามมาก สำหรับไฮไลท์อันเป็นเอกลักษณ์ของวัดป่าภูก้อน คือโครงสร้างการออกแบบทางสถาปัตยกรรมขององค์พระพุทธรูปหินอ่อน พระวิหาร ศาลาราย และอาคารรอบลานเขา โดยพระวิหารมีลักษณะสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์สมัยรัตนโกสินทร์ ปล.ด้านบนอากาศเย็นๆเอาเรื่องเหมือนกันนะ

ที่ตั้ง : วัดป่าภูก้อน บ้านนาคำใหญ่ ตำบลบ้านก้อง อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี

โทรศัพท์ : (02) 289-0213, (081) 886-9752, (090) 747-2228

เว็บไซต์ : www.watpaphukon.org

เราพักกันที่ รวมรสริเวอร์ไซต์ วิวหลักร้านที่บ้านพักสไตล์ชิลๆติดริมโขง สามารถนั่งชิวพักผ่อนได้อย่างดี ฟรีไวฟาย ที่นี่เราสามารสั่งหมากระทุ หรือหมูกระทะมานั่งกินได้ด้วยนะเออ โดยบ้านจะเเบ่งเป็นหลัง หลังหนึ่งจะมี2ชั้นชั้นบนจะเป็นบ้านใต้หลังคา นอนได้บรรยากาศไปอีกเเบบ สนใจที่พักติดต่อได้ที่ ruamrosriverside

วันที่2 เราตื่นกันเเต่เช้าเพื่อเช็คเอาท์จากที่พักไปดูทะเลหมอกที่วัดผาตากเสื้อ

เรามาถึงวัดผาตากเสื้อช้าไปนิดเดียวทะเลหมอกหายไปหมดเเล้ว เเต่เราไม่เฟลนะเพราะที่วัดนี้อะไรก็สวยไปหมด วัดผาตากเสื้อ ตั้งอยู่บนเนินเขาในเขตบ้านดงต้อง ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เป็นสถานปฏิบัติธรรม มีจุดชมวิวแม่น้ำโขงที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของภาคอีสาน สามารถมองเห็นเมืองริมน้ำโขงอย่างอำเภอสังคม แม่น้ำโขงที่ไหลโค้งไปมาอย่างสง่างาม และยังสามารถมองเห็นฝั่งลาวได้อย่างชัดเจน ไฮไลท์ของที่นี่คือ สกายวอล์กกระจกใสแห่งแรกของเมืองไทย เป็นจุดชมวิวใหม่ของอีสาน มีลักษณะเป็นทางเดินกระจกใสที่ยื่นออกไปจากหน้าผาบริเวณวัดผาตากเสื้อ มีลักษณะเป็นรูปเกือกม้า เป็นทางเดินกระจกใสยื่นจากหน้าผาออกไป 6 เมตร สามารถรองรับน้ำหนักได้ประมาณ 20 คน

สำหรับการเที่ยวชมสกายวอร์ก วัดผาตากเสื้อ สามารถเข้าเที่ยวชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.30-16.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่วัดผาตากเสื้อ โทรศัพท์ 09 1862 3462

 

จุดเเวะต่อไปคือพระธาตุบังพวนเป็นสถานที่ที่มีความเชื่อเรื่องตำนานพญานาค เเละเป็นสถานที่ที่มีโบราณสถานและโบราณวัตถุต่าง ๆ มากมาย พบ “สัตตมหาสถาน” (สถานที่มีความสำคัญ ๗ แห่ง เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้เพื่อเสวยวิมุตติสุขแห่งละ ๗ วัน) จำลองมาจากพุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยในประเทศไทยเพียง ๒ แห่ง คือ ที่วัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ และที่วัดพระธาตุบังพวน จังหวัดหนองคาย โดยวัดพระธาตุบังพวนแห่งนี้สัตตมหาสถาน ครบทั้ง ๗ แห่ง ที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ภายในร่มรื่นเเละดูขลังมากๆ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มาจ.หนองคายต้องไม่ควรพลาด

จุดเเวะต่อไปคือ ศาลาแก้วกู่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวของ จ.หนองคาย อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำโขง เป็นสถานที่ตั้งของเทวรูปต่างๆ มากมาย โดยมีในพื้นที่ถึง 42 ไร่ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของพุทธมามกะสมาคมจังหวัดหนองคาย เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดหนองคาย ห่างจากตัวเมืองหนองคายเพียง 3 กม. ด้วยความอลังการ งานสร้างด้วยความศรัทธายิ่งใหญ่ ศาลาแก้วกู่ สร้างโดยปรารถนาให้ที่แห่งนี้เป็น เมืองอมตะแก้วกู่มหานิพพาน หรือดินแดนแห่งการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ด้านในบอกเลยว่าดูขลังเเละอลังการมากๆกับรูปปั้นต่างๆ โดยจะเปิดใหเนักท่องเที่ยวเข้าชมได้ในเวลา 06.00-18.00น. ค่าเข้าผู้ใหญ่ 20 บาท / เด็ก10 บาท

จุดเเวะต่อมาคือ พระธาตุหนองคาย หรือพระธาตุกลางน้ำ หรืออีกชื่อ พระธาตุหล้าหนอง เป็นพระธาตุที่มีขนาดใหญ่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง เนื่องจาก แม่น้ำเชี่ยวกรากจึงกัดเซาะตลิ่งจนพระธาตุพังลงในแม่น้ำ ทำให้ปัจจุบันองค์พระธาตุจมอยู่กลางแม่น้ำโขงห่างจากฝั่งไทย 180 เมตร องค์พระธาตุก่อด้วยอิฐถือปูน ล้มตะแคงไปตามกระแสน้ำที่เชี่ยวมาก พระธาตุหนองคาย เป็นที่เคารพสักการะของชาวหนองคายอย่างมาก ทางจังหวัดจึงได้สร้างพระธาตุองค์จำลองขึ้น มาบริเวณ ริมฝั่งแม่น้ำโขงและบรรจุชิ้นส่วนองค์พระธาตุจากองค์เดิมไว้ภายใน วิวที่นี่ลมเย็นสบายมาก ช่วงเย็นๆที่นี่คนจะเดินคึกคักเป็นพิเศษ

จุดเเวะสุดท้ายของวันนี้คือร้าน Beyond Cafe พิกัดร้าน ร้านอยู่ให้ VViang เป็นเหมือนคอมมิวนิตี้มอล์ ตัวร้านอยู่ส่วนข้างหน้าติดถนน เห็นมาแต่ไกลเลย เป็นร้านนั่งชิล มีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ มีเค็ก กาเเฟ ของกินต่างๆไว้บริการ เป็นร้านทีี่ตกแต่งได้ดีมาก ด้วยความที่ผมไม่ได้ความรู้ทางด้านนี้เลยไม่กล้าบอกว่าสไตล์ไหน ภายในร้านไม่คับแคบจนเกินไป และดีงามมากตรงที่มี Free Wifi และ ปลั๊กไฟสำหรับคนที่ต้องการทำงาน ที่นั่งมีทั้งด้านนอกและด้านใน ซึ่งสามารถรองรับคนได้ค่อนข้างเยอะทีเดียว ยังไงผ่านมาหนองตายลองเเวะมาดูไมใช้บริการได้นะครับ ใกล้ๆกันก็มีตลาดโตรุ่งด้วยนะครับ

ก่อนเข้าโรงเเรมที่พักเราเเอบเเว็บออกมาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศตอนกลางคืนที่ ตลาดท่าเสด็จ โดยตลาดท่าเสด็จ นั้นนับว่าเป็นเเหล่งช้อปปิ้งชายเเดนที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากเลยทีเดียว โดยชาวหนองคายมักจะเรียกกันว่า ตลาดอินโดจีนหนองคาย โดยมีสินค้ามาวางขายอยู่มากมายเลยทีเดียว เเละที่นี่เคยเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวจังหวัดหนองคายต้องมาเเวะเที่ยวเลือกชมสินค้าที่มีอยู่อย่างมากมาย ถือว่าเป็นเเหล่งช็อปปิ้งที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

 

คืนที่2 เราพักกันที่โรงเเรมอัยราโรงเเรมอัยราหนองคาย ห้องพักสะอาด พนักงานบริการดีมากมาย ฟรีไวฟาย เช้ามีชากาเเฟไว้คอยบริการ ถ้ามาหนองคายเพจเราขอเเนนำจากกการเข้าใช้บริการจริง ติดต่อได้ที่นี่เลย Iyarahotel

วันที่ 3 ของทริป เราเช็คเอาท์กันเเต่เช้าเพื่อข้ามไปเที่ยวประเทศลาวกัน โดยเราได้เหมารถตู้มารับจากฝั่งไทยเพื่อข้ามมายังฝั่งลาว รถตู้ก็มาส่งที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว ฝั่งไทยครับ

มื่อข้ามมายังฝั่งลาวเเล้วต้องทำการกรอบใบผ่านเเดน คนที่มี Passport สามารถขอใบ ตม. กับเจ้าหน้าที่เสื้อสีฟ้าได้เลย แล้วกรอกข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนเข้าด่าน ตม. สำหรับคนที่ไม่มี Passport ให้ไปติดต่อที่ข้างตู้ ATM TMB มีคนรับทำใบผ่านแดน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็เข้าด่าน ตม. ฝั่งไทย คนที่ข้ามแดนด้วย Passport กับคนที่ใช้ใบผ่านแดนจะเข้าคนละช่อง ให้สังเกตให้ดีก่อนต่อแถว

พอทำเรื่องข้ามเเดนเสร็จเรียบร้อยเราก็ขึ้นรถตู้นำเที่ยวของฝั่งประเทศลาวที่ติดต่อไว้ล่วงหน้าไว้เเล้ว โดยรถตู้จะพาเที่ยวตลอดทริปครับ

ประเทศลาวคนขับหรือโชเฟอร์จะอยู่ด้านซ้ายน๊า

วัดสีสะเกด (ภาษาลาว เรียกว่า ວັດສີສະເກດSi Saket Temple)

เป็นสิ่งก่อสร้างที่หลงเหลือจากการถูกทำลายจากสยาม ซึ่งในประวัติศาสตร์ พระเจ้าตากสินมหาราชก่อตั้งกรุงธนบุรีและอัญเชิญ พระแก้วมรกต มาจาก เวียงจันทน์ ซึ่งสถิตอยู่ที่ หอพระแก้วแห่งนี้ ทำให้หอพระแก้วแห่งนี้ว่างเปล่า ต่อมาในสมัยพระนั่งเกล้าฯ (ซึ่งอาณาจักรล้านช้าง หรือลาวเป็นเมืองขึ้นสยาม) เจ้าอนุวงศ์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์คบคิดออกห่างจากสยามและเข้าโจมตียึดหัวเมืองอีสาน เมื่อสยามกำราบชนะแล้วจึงสำเร็จโทษเจ้าอนุวงศ์ และเผาเมือง เวียงจันทน์ เสีย เว้นแต่ หอพระแก้ว และวัดสีสะเกด วัดสีสะเกดเป็นวัดเก่าแก่ของลาวสร้างขึ้นแห่งแรกนนครเวียงจันทร์ ภายในวัดเงียบสงบ มีประพุทธรูปเก่าแก่มากมายประดิษฐานอยู่จำนวนมาก ตอนนี้วัดได้เปลี่ยนเป็นพิพิธพันธ์ของรัฐให้นักท่องเที่ยวมาเข้าชม นับว่าเป็นสถานที่ที่สำคัญของเวียงจันทร์ที่ควรมายี่ยมชม ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นวัดที่ดูลึกลับ มีมนต์ขลัง อาจเป็นเพราะอายุ หรือสีของวัด กำแพงรอบๆเต็มไปด้วยองค์พระ ทำเป็นช่องๆเต็มกำแพง ด้านในโบสถ์สวยงามค่ะ รอบผนังก็จะเต็มไปด้วยองค์พระเช่นกัน ภายในจะห้ามถ่ายรูป ก่อนเข้าต้องซื้อบัตรก่อนนะครับ พอเข้าไปก็ต้องให้สาวชาวลาวแสตมป์บัตรด้วยค่าธรรมเนียมเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติ 10,000 กีบ

จุดเเวะต่อมาคือ #หอพระแก้ว ตั้งอยู่บนถนน เชษฐาธิราช ติดกับทำเนียบประธานประเทศ แต่เดิมเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ของลาว พระเชษฐาธิราชมีพระราชประสงค์ให้สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2108 เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ได้อัญเชิญมาจากล้านนา เมื่อต้องเสด็จกลับมาครองราชบัลลังก์ล้านช้างหลังจากที่พระราชบิดาคือพระเจ้าโพธิสารสิ้นพระชนม์ลงในการทำศึกสงครามกับประเทศสยาม เมื่อปีพ.ศ.2322 นครเวียงจันทน์ถูกกองทัพสยามตีแตก กองทัพสยามได้อัญเชิญพระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของนครเวียงจันทน์ไป พร้อมทั้งกวาดต้อนราชวงศ์ชาวลาวกลับไปยังกรุงเทพฯมากมาย สำหรับหอพระแก้วที่นักท่องเที่ยวเห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นของที่ถูกบูรณะขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด ค่าเข้าชม คนละ 5,000 กีบ เปิดเวลาเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น., 13.00 น. – 16.00 น. ลืมบอกว่าภายในหอพระแก้ว ห้ามการถ่ายรูปทุกชนิดครับ

จุดเเวะถัดไปคือ พระธาตุหลวงเวียงจันทน์ ถือเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวเวียงจันทน์ ตลอดจนคนลาวทั้งประเทศ ว่ากันว่า มีอายุกว่าพันปี เทียบเท่ากับพระธาตุพนม ที่จังหวัดนครพนม ประเทศไทย ภายหลังได้บูรณะขึ้นใหม่ โดยพระไชยเชษฐาธิราช ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น สวยงามและสง่างามยิ่งขึ้น ปัจจุบันพระธาตุหลวงแห่งนี้ยังคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สักการะบูชาของทำชาวลาว ชาวไทย รวมถึงชาวต่างชาติ อีกทั้งยังเป็น อีกหนึงสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (อัตราค่าเข้าชมสถานที่พระธาตุหลวงเวียงจันทน์สำหรับนักท่องเที่ยว 5,000 กีบ หรือประมาณ 20 บาท สามารถจ่ายเป็นเงินกีบหรือเงินบาทก็ได้ )

จุดเเวะสุดท้ายของ One Day Trip ของประเทศลาวคือ ประตูชัย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยว เมื่อหลายๆคนเดินทางมาถึงนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว นั้น จัดว่าอยู่ในทริปของการท่องเที่ยวหลักๆของเวียงจันทน์กันเลยก็ว่าได้ครับ เพราะเมื่อเดินทางเข้าไปนมัสการ “พระธาตุหลวงเวียงจันทน์” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สถานที่ต่อไปคงเป็นที่ไหนไม่ได้เลยนอกจาก “ประตูไซ” (Patuxai) หรือ ประตูชัย นั่นเองครับ ที่นี่คนจะมาเที่ยวเยอะมากกกก เสร็จเเล้วเราก็ขึ้นรถตู้กลับมาที่ด่าน ไทย-ลาวเพื่อทำเรื่องผ่านเเดนกลับประเทศไทยครับ

เมื่อทำเรื่องผ่านเเดนกลับฝั่งไทยเสร็จเรียร้อยเราก็สามารถซื้อสินค้า ดิวตี้รีกลับมาฝั่งไทยได้ด้วยนะครับ จากนี้ไปเราก็จะไปจุดเเวะสุดท้ายของทริปนี้กันครับ

ใช่เเล้วจุดเเวะสุดท้ายของเรากับมริป เที่ยวหนองคาย คือหนองประจักษ์ ตามล่าเป็ดเหลือง อิอิ ที่รี่ถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดอุดรธานี เลยก็ว่าได้ เป็นสวนสาธารณะที่อยู่ใจกลางเมืองอุดรฯ หากพูดถึงสถานที่ที่เป็นที่พักผ่อนของคนอุดรธานี คงหนีไม่พ้น สวนสาธารณะหนองประจักษ์ นับเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนทุกวัย ตั้งแต่เป็นสนามเด็กเล่นของวัยเด็ก,เป็นที่นั่งคุยกันของวัยรุ่นหนุ่มสาว,เป็นที่ออกกำลังกายของคนวัยทำงาน,เป็นที่นั่งสูดอากาศบริสุทธิ์ของผู้สูงวัย ช่วงเช้าและเย็นของทุกวัน จะมีชาวอุดรฯมาออกกำลังกายจำนวนมาก ภายในบริเวณหนองประจักษ์ แบ่งเป็นโซน ไม่ว่าจะเป็นสนามเด็กเล่น โซนการออกกำลังกายที่ประชาชนสามารถเลือกได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็น เต้นแอโรบิค วิ่งรอบหนอง ปั่นจักยาน เมื่อออกกำลังกายกันเสร็จเรียบร้อย เดินมาด้านถนนศูนย์ราชการจะเห็น ร้านอาหารตั้งเป็นทิวแถว ทั้ง ส้มตำ ปลาเผา จิ้มจุ่ม สเต็กก็มี ร้านน้ำผลไม้ปั่น มากมายไว้ให้เลือกทาน สวนสาธารณะหนองประจักษ์ เปิดทุกวันเพื่อให้ผู้คนได้เข้าไปพักผ่อน ตั้งแต่เวลาเช้ามืด ไปจนถึงประมาณสี่ทุ่ม กล่าวมาเพียงเท่านี้ก็คงจะอยากไปเยี่ยมเยียนแล้วใช่ไหมละ อย่าพลาดหากได้มาอุดรนะ เพจเราเเนะนำเลยที่นี่

ออกจากหนองประจักษ์เราก็มุ่งหน้ามายังสนามบินอุดรเพื่อเช็คอิน ทริปนี้ขากลับเรากลับกรุงเทพกัน โดยสารการบินแอร์เอเชีย ออกจากสนามบินอุดรธานีรอบเวลา 22.00 น. บินถึงสนามบินดอนเมืองโดยสวัสดิภาพตามเวลา 23.05 น.ครับ ทริปนี้ขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุกๆท่านด้วยนะครับ ที่ร่วมเดินทางมา เที่ยวหนองคาย กับพวกเรา

……….ขอบคุณที่อ่านจนจบ หวังว่ารีวิวไก่เขี่ยจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับนักเดินทาง เเล้วพบกันใหม่ในทริปหน้าครับ พบกับเราได้กับเพจเเบกเป๋า-เที่ยว กลุ่มคนที่รวมตัวกันเที่ยวหารเฉลี่ยกันเเบบพี่ๆน้องเเบบเข้าถึงในสโลเเกน “เที่ยวครบใช้งบน้อย”……ขอบคุณครับ ^^

ขอบคุณเพจ แบกเป๋า-เที่ยว


Shares
  • 2K
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    2K
    Shares